การเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สำหรับการซ่อมแซมและ/หรือเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างคอนกรีตที่เสียหาย โดยปกติต้องแทนที่ด้วยคอนกรีตใหม่ในคอนกรีตเดิม คอนกรีตใหม่และวัสดุซ่อมแซมควรมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับคอนกรีตเก่าที่ต้องดำเนินการซ่อมแซม ได้แก่ ความแข็งแรงสูง ความทนทานที่ดีเยี่ยม และคุณสมบัติการยึดเกาะสูง ในปัจจุบันโพลีเมอร์โมดิฟายและอีพอกซี่เรซิ่นนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีตที่เสียหายเนื่องจากมีคุณสมบัติทางกลที่ดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าเมอร์โมดิฟายและอีพอกซี่เรซิ่นจะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม แต่ก็ราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นวัสดุซ่อมแซมทางเลือกในแง่ของต้นทุนต่ำและคุณสมบัติทางกลควรพิจารณาสำหรับงานซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างคอนกรีต ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้วัสดุอัลคาไลเป็นวัสดุซ่อมแซมและการเคลือบผิวเหล็กเสริมเพื่อป้องกันการกัดกร่อน โดยวัสดุอัลคาไลถูกสังเคราะห์จากเถ้าลอยและปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ซึ่งเถ้าลอยถูกแทนที่ด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ร้อยละ 10 และ 20 โดยน้ำหนักของวัสดุประสาน ขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในส่วนผสมประกอบด้วยสารละลายโซเดียมซิลิเกตและสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ งานวิจัยนี้จะดำเนินการศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีตแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ (1) ระยะที่ 1 นวัตกรรมวัสดุซ่อมแซมผิวถนนคอนกรีตสังเคราะห์จากวัสดุอัลคาไลคอนกรีต และ (2) ระยะที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์วัสดุเชื่อมประสานต้นทุนต่ำสำหรับอุปกรณ์ฝังยึดแบบติดตั้งภายหลัง ผลการทดสอบ พบว่า คุณสมบัติของวัสดุอัลคาไลมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับวัสดุเชิงพาณิชย์ ได้แก่ ความต้านทานการกัดกร่อนที่ดีเยี่ยม ความสามารถต้านทานแรงอัดสูงของโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และความสามารถต้านทานแรงดัดสูงของโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก สำหรับการใช้อัลคาไลซีเมนต์มอร์ต้าร์สำหรับอุปกรณ์ฝังยึดแบบติดตั้งภายหลัง พบว่า แรงดึงถอนสูงสุดที่ใช้อัลคาไลซีเมนต์มอร์ต้าร์กับเหล็กเส้นขนาด 12 มิลลิเมตร ที่มีขนาดรูเจาะเท่ากับ 14 มิลลิเมตร, สตัดเกลียว M12 ที่มีขนาดรูเจาะเท่ากับ 14 มิลลิเมตร, สตัดเกลียว M12 ที่ขนาดรูเจาะเท่ากับ 18 มิลลิเมตร, และสตัดเกลียว M16 ที่มีขนาดรูเจาะเท่ากับ 18 มิลลิเมตร สามารถรับแรงได้ประมาณร้อยละ 46, 59, 78 และ 49 ของอีพ็อกซี่ ตามลำดับ นอกจากนั้นจะเห็นว่า เมื่อขนาดรูเจาะเท่ากับ 18 มิลลิเมตร มีค่าแรงดึงถอนมากกว่าขนาดรูเจาะเท่ากับ 14 มิลลิเมตร ถึง 1.33 เท่า จากผลการทดสอบข้างต้นแสดงให้เห็นได้ว่า อัลคาไลซีเมนต์มอร์ต้าร์สามารถพัฒนาเป็นวัสดุเชื่อมประสานระหว่างเหล็กเส้นและคอนกรีตได้ ดังนั้น วัสดุอัลคาไลเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าซึ่งไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพที่ดีเท่านั้นแต่ยังราคาต้นทุนต่ำอีกด้วย