การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในระบบสวนสมรมบนพื้นฐานเสริมสร้างนิเวศ ความหลากหลายชีวภาพและเศรษฐกิจชุมชน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัจจุบันสวนยางพาราในประเทศส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 เป็นสวนยางพาราเชิงเดี่ยว แม้ว่า รัฐบาลจะอนุญาตให้เกษตรกรที่ขอรับการสงเคราะห์จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางพารา (สกย.) สามารถปลูกพืชร่วมยางพาราได้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการตลาดจากการปลูกยางพาราเชิงเดี่ยว แต่ดู เหมือนว่าการทำสวนยางพาราเชิงเดี่ยวควบคู่กับการใช้สารเคมีทางการเกษตรยังคงเป็นที่นิยมของชาวสวนส่วน ใหญ่โดยเฉพาะในช่วงที่ราคายางพาราสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลทำให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและระบบ นิเวศ เช่น การเสื่อมลงของคุณภาพดินและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นโครงการ “การ เพิ่มพื้นที่ป่าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในระบบสวนสมรมบนพื้นฐานเสริมสร้างนิเวศ ความหลากหลายชีวภาพและ เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจชุมชน” จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและรวบรวมรูปแบบการปลูก ชนิด และการ เติบโตของพรรณพืชที่ปลูกร่วมยางพาราในระบบสวนสมรมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าใน พื้นที่เกษตรกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รักษาฐานพันธุกรรมพืช ความมั่นคงทางด้านอาหารในชุมชน และส่งเสริม การเพิ่มพื้นที่ป่าแบบผสมผสานในพื้นที่เกษตรกรรมให้แก่ประเทศ โดยทำการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ เกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าในระบบสวนสมรมในภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งสร้างกลุ่มเครือข่ายการปลูกไม้มีค่าในระบบสวนสมรม เพื่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้คำปรึกษาในด้านต่าง ๆ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook Fan page) ในชื่อ ไม้มีค่าในระบบสวนสมรมภาคใต้kuff Line ในชื่อ “ไม้มีค่า 2564” และแจกกล้าไม้มีค่าและไม้วงศ์ยางผสม เชื้อเห็ดให้กับผู้เข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้จำนวน 50 กล้า/คน เพื่อการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าโดยกล้าไม้มีค่า ทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นและกล้าไม้วงศ์ยางในพื้นที่เกษตรกรรม จากการฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งหมด 3 รุ่น พบว่ามีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งหมด 155 คนและสามารถส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าแบบผสมผสานในพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 200-300 ไร่ (2 ไร่/คน) โดย ผู้เข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้มีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการกิจกรรมครั้งนี้ รวมทั้งเสนอแนะให้มีการจัด โครงการอย่างต่อเนื่องในทุกปี ประเภทของสวนยางพาราแบบวนเกษตรพบว่ามีทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ 1. สวน ยางพาราร่วมกับไม้ผล 2. สวนยางพาราร่วมกับไม้ใช้สอย 3. สวนยางพาราร่วมกับผัก 4. สวนยางพาราแบบ ผสมผสาน และ 5. สวนยางพาราร่วมกับกาแฟ สุดท้ายความสำเร็จของในการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศไทยควรเริ่มมาจากแนวทางและกฎหมายป่าไม้ของประเทศที่เอื้อต่อการปลูกต้นไม้และการนำมาใช้ประโยชน์ได้ตาม สิทธิของพื้นที่กรรมสิทธิ์ ดังนั้นพื้นที่ของป่าของประเทศไทยจะเพิ่มได้ทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อนและก้าวไป พร้อมกันๆ อย่างยั่งยืน