การศึกษาคุณสมบัติดาวฤกษ์ในแต่ละช่วงอายุเพื่อทำความเข้าใจกาแล็กซี่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในการหาอายุกระจุกดาวนั้น วิธีที่นิยมใช้มาแต่เดิมคือ การเปรียบเทียบข้อมูลจาการสังเกต การณ์กับแบบจำลองวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ใช้แบบจำลอง ในปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟท์แวร์ต่างๆเพื่อใช้ในการหาอายุของกระจุกดาวโดยอัตโนมัติ (เช่น Parren et al. 2015) ในงานวิจัยนี้จะมุ่งเน้นที่การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของซอฟท์แวร์เหล่านี้ ด้วยการใช้ ซอฟท์แวร์มาวัดอายุของกระจุกดาวในฐานข้อมูล ACS Treasury Survey และ ทำการเปรียบเทียบผลที่ ได้กับงานวิจัยที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้า (Marin-Franch et al. 2009 and Dotter et al. 2007) หากผลที่ได้ตรง กันและถูกต้อง การหาอายุของกระจุกดาวจะมีประสิทธิภาพขึ้นมาก หลังจากนั้นเราจะเลือกซอฟท์แวร์ ที่ดีที่สุดมาใช้ในการคำนวณคุณสมบัติต่างๆ ของกระจุกดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกและกาแล็กซี ข้างเคียง เพื่อศึกษาการกำเนิดและวิวัฒนาการของกาแล็กซีเหล่านั้นเราสามารถศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของกระจุกดาวทรงกลมและ กาแล็กซีใกล้เคียงได้จาก ประชากรของดาวฤกษ์ โดยข้อมูลที่ใช้จะได้มาจากทั้งฐานข้อมูลและการสังเกตการณ์ด้วยกล้อง โทรทรรศน์ TNT ข้อมูลจากการสังเกตการณ์จะถูกทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม IRAF, DAOPHOT, ALLSTAR, และ ALLFRAME องค์ประกอบทางเคมีสามารถคำนวนได้จากการเปรียบเทียบข้อมูลกับแบบ จำลองการวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ และการวิเคราะห์ทางสเปกโตรสโคปีโดยใช้โปรแกรม SYNTH, WIDTH9 และ ATLAS12 นอกจากนี้เรายังสามารถคำนวณหาระยะห่างของกระจุกดาวและกาแล็กซีโดย การวิเคราะห์แผนภาพ HR-diagram สำหรับกระจุกดาวที่อยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ไม่สามารถ สังเกตดาวฤกษ์แต่ละดวงแยกออกจากกันได้ วิธีการทางสเปกโตรสโคปีจะถูกนำมาใช้เพื่อศึกษา คุณสมบัติ ได้แก่ ความเร็วในแนวเล็ง อายุเฉลี่ย และ องค์ประกอบทางเคมี ของกระจุกดาวเหล่านี้นอกจากนี้เรายังสามารถศึกษาประชากรดาวฤกษ์ได้จากดาวแปรแสง การศึกษาในงานวิจัยนี้จะใช้ข้อมูลจาก HST, GAIA และ TNT เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของดาวแปรแสง ในกาแล็กซีทางช้างเผือกและกาแล็กซีใกล้เคียง ข้อมูลที่ได้จะถูกวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม DAOPHOT, ALLSTAR, ALLFRAME (Stetson 1994) และ FITLC (Mancone & Sarajedini 2008) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ พัฒนาจากการวิเคราะห์กราฟแสงของ Layden & Sarajedini (2002) จากนั้นจะทำการสร้างแบบจำลอง ทางคอมพิวเตอร์จาก FITLC เพื่อตรวจวัดความถูกต้องของผลลัพธ์