การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์รูปแบบสารพันธุกรรม แบบผสม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ กองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีภาระงานในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมจากวัตถุพยานทางคดี เนื่องจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีรูปแบบสารพันธุกรรมที่มีความเฉพาะ เป็นอัตลักษณ์เฉพาะบุคคล ไม่ซ้ำกับบุคคลอื่น (ยกเว้นกรณีฝาแฝดแท้) จึงนิยมนำมาใช้ในงานตรวจพิสูจน์ทางคดีเพื่อตรวจพิสูจน์หาผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อตรวจพิสูจน์วัตถุพยานแล้วพบรูปแบบสารพันธุกรรมของบุคคล สามารถใช้เป็นหลักฐานในการร้องทุกข์กล่าวโทษ มีความน่าเชื่อถือสูง ในหลายคดีรูปแบบสารพันธุกรรมที่ได้จากวัตถุพยานที่มีความสำคัญโดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบสารพันธุกรรมแบบผสม คือมีรูปแบบสารพันธุกรรมของบุคคลมากกว่า 1 บุคคลปะปนกันอยู่ มีความซับซ้อนของการตรวจวิเคราะห์รูปแบบสารพันธุกรรม ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์เพื่อระบุตัวบุคคล เช่น รูปแบบสารพันธุกรรมจากหีบห่อบรรจุยาเสพติด จะเป็นรูปแบบสารพันธุกรรมแบบผสมของผู้ถือครองยาเสพติด ซึ่งอาจมี 2 บุคคลหรือมากกว่า เป็นต้น วัตถุพยานเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุพยานที่สำคัญในคดีการวิเคราะห์รูปแบบสารพันธุกรรมแบบผสมในปัจจุบันทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งวิเคราะห์บนพื้นฐานหลักการทางสถิติ ต้องใช้เวลา ทักษะ และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้ได้โปรแกรมที่มีอัลกอริทึม (Algorithms) และเกณฑ์ (Criteria) ที่เหมาะสมต่อการพิจารณาเพื่อตัดสินแยกรูปแบบสารพันธุกรรมแบบผสมให้ได้รูปแบบสารพันธุกรรมของบุคคลที่ปะปนกันอยู่เพื่อใช้ในงานทางคดี จึงนำโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์แบบ Neural Network หรือ Artificial Neural Network มาพัฒนา และทำการทดสอบความใช้ได้ของวิธี (Method Validation) จนสามารถพัฒนาโปรแกรมที่มีค่าความแม่นยำอยู่ที่มากกว่า 89 เปอร์เซ็นต์ แก้ไขปัญหาใน 2 กรณี คือ 1) รูปแบบสารพันธุกรรมมีความซับซ้อนมาก ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถแจกแจงรูปแบบความน่าจะเป็นทั้งหมดได้ และ 2) ผู้เชี่ยวชาญสามารถแจกแจงรูปแบบความน่าจะเป็นทั้งหมดได้ แต่ใช้เวลานานในการแจกแจงและคำนวณ และเป็นประโยชน์ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ทดแทนผู้เชี่ยวชาญในห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญประจำอยู่ ซึ่งพบว่ามีอยู่จำนวนมาก 2) เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจพิสูจน์ให้มีศักยภาพมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น สนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม 3) ประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ ตรวจหาอัตราส่วนปริมาณเซลล์ปลูกถ่ายไขกระดูกเทียบกับเซลล์ผู้รับการปลูกถ่าย เพื่อติดตามประสิทธิภาพการรักษา 4) ทดแทนโปรแกรมที่พัฒนาและจำหน่ายโดยบริษัทต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงในการจัดซื้อ การบำรุงรักษา (Maintenance) และการอัพเกรด อีกทั้งโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาได้นี้มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถในการวิเคราะห์ ค่าความแม่นยำที่ได้จะสูงขึ้นในทุกครั้งที่ใช้โปรแกรมฯ คำสำคัญ นิติวิทยาศาสตร์, สารพันธุกรรมม, ดีเอ็นเอ, รูปแบบสารพันธุกรรมแบบผสม, การวิเคราะห์รูปแบบสารพันธุกรรมแบบผสม, ปัญญาประดิษฐ์, การเรียนรู้ของเครื่องจักร