การพัฒนายางครอบหลอดไฟรถยนต์โดยการใช้สารตัวเติมซิลิกาที่มีการปรับปรุงพื้นผิวด้วยสารคู่ควบไซเลน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ยางครอบหลอดไฟรถยนต์ที่ใช้สารตัวเติมซิลิกาฟูมที่มีการปรับปรุงพื้นผิวด้วยสารคู่ควบไซเลนทั้ง 3-mercaptopropyl trimethoxysilane (MTMO) และ bis-(3-triethoxysilylpropyl) tetrasulfide (TESPT) จะช่วยเสริมประสิทธิภาพได้มากกว่ายางที่ใช้ซลิกาฟิมูที่ไม่มีการปรับปรุงพื้นผิว โดยให้สมบัติเชิงกลที่ดีกว่า ได้แก่ ความแข็ง ความต้านทานแรงดึง และมอูดลัสที่ความยืด 300% นอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาในการเกิดปฎิกิริยาการวัลคาไนซ์ให้เร็วขึ้นด้วย เมื่อเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลของยางที่ใช้สารตัวเติมซิลิกาฟูมที่มีการปรับปรุงพื้นผิวด้วยสารคู่ควบไซเลน bis-(3-triethoxysilylpropyl) tetrasulfide (TESPT) และ 3-mercaptopropyl trimethoxysilane (MTMO) พบว่ายางที่ใช้สารตัวเติมซิลิกาฟูมที่มีการปรับปรุงพื้นผิวของซิลิกาฟูมด้วยสารคู่ควบไซเลน bis-(3-triethoxysilylpropyl) tetrasulfide (TESPT) จะเสริมประสิทธิภาพมากกว่ากรณีที่ใช้สารตัวเติมซิลิกาฟูมที่มีการปรับปรุงพื้นผิวของซิลิกาฟูมด้วยสารคู่ควบไซเลน 3-mercaptopropyl trimethoxysilane (MTMO) เนื่องจากมีการเชื่อมโยงในโครงสร้างโมเลกุลของยางสูงกว่า ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากสามารถปล่อยอะตอมของ sulphur (sulphur donor, S) ได้สําหรับการทดสอบการเกิดหมอกขาวของยางครอบหลอดไฟใช้เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตภัณฑ์ยางในอุตสาหกรรมรถยนต์ พบว่าการใช้สารคู่ควบไซเลนทั้ง 2 ชนิดนี้ั่นส่งผลต่อการเกิดหมอกขาว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารคู่ควบไซเลนได้ เนื่องจากสารคู่ควบไซเลนจะช่วยเสริมประสิทธิิภาพในยางจึงควรเลือกใช้สารคควบไซเลนที่่เหมาะสม จะทําให้เกิดหมอกขาวน้อยกว่า และยังเสริมประสิทธิภาพที่ดีอยู่คือ bis-(3-triethoxysilylpropyl) tetrasulfide (TESPT) สําหรับการศึกษาอิทธิพลของอนภาคซุงกิ์ออกไซด์ระดับนาโน และแคลเซียมคาร์บอเนตระดับนาโนต่อลักษณะการวัลคาไนซ์ และสมบัติเชิงกลของยาง พบว่าสามารถลดปริมาณการใช้อนุภาคซิงก์ออกไซด์ระดับไมครอนจากปริมาณ 5 phr เหลือเป็นการใช้อนภาคซุงกิ์ออกไซด์ระดับนาโนที่ปริมาณ 1 phr เมื่อเปรียบเทียบกับอนุภาคซิงก์ออกไซด์ระดับไมครอน โดยจะส่งผลให้ระดับการวัลคาไนซ์ และสมบัติเชิงกลของยางใกล้เคียงกัน อันเป็นผลเนื่องมาจากขนาดอนภาคที่เล็กลงพื้นที่ผิวที่มากขึ้นทําให้วองไวต่อการเกิดปฎิกิริยาจงลดปริมาณการใช้ซิงก์ออกไซด์ลงได้ในกรณีการใช้สารตัวเติมแคลเซียมคาร์บอเนตระดับนาโน โดยทําให้เพิ่มความต้านทานแรงดึง (tensile strength) มอดลูสที่ความยืด 300% (300% modulus) และความต้านทานต่อการฉีกขาด (tear strength) สูง มากขึ้น 19% , 19% และ 18% ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบกับอนุภาคซิงก์ออกไซด์ และแคลเซียมคาร์บอเนตในระดับไมครอน