ศักยภาพการผลิตก๊าซชีวภาพจากพืชโผล่เหนือน้ำที่เก็บเกี่ยวจากระบบบึงประดิษฐ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการหมักร่วมของพืชโผล่เหนือน้ำร่วมกับมูลสุกรในถังหมักไร้อากาศ แบบกะขนาด 200 ลิตร โดยใช้ชีวมวลของพืชโผล่เหนือน้ำจากระบบบึงประดิษฐ์ 3 ชนิดคือ พุทธรักษา ธูปฤาษี และกกราชินีที่ผ่านการปรับสภาพด้วยการหมักในถังไร้อากาศปิดสนิทเป็นเวลา 7 วัน อัตราส่วนของวัตถุดิบ หมักร่วมของพืชโผล่เหนือน้ำกับมูลสุกรเท่ากับ 40:60 ปริมาตรรวม 180 ลิตร ทำการตรวจวัดค่าซีโอดี พีเอช ของแข็งทั้งหมด ของแข็งระเหยง่าย ปริมาณการผลิตก๊าซชีวภาพ ปริมาณก๊าซมีเทนที่ผลิตได้จากระบบ ผลผลิต ก๊าซมีเทนและองค์ประกอบของก๊าซชีวภาพ ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า พุทธรักษามีการผลิตชีวมวลสดมากที่สุด เท่ากับ 21.09 ตันต่อไร่ แต่ผลิตก๊าซชีวภาพได้น้อยที่สุด กกราชินีให้ปริมาณชีวมวลน้อยที่สุดเท่ากับ 15.27 ตันต่อ ไร่ แต่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้มากที่สุด โดยกกราชินี ธูปฤาษี และพุทธรักษา ให้ผลผลิตก๊าซมีเทนเท่ากับ 268.0, 242.4 และ 168.7 LCH4kg-1VSadded ตามลำดับ กกราชินียังให้ปริมาณก๊าซชีวภาพสะสม การผลิตก๊าซชีวภาพ ต่อวัน การผลิตก๊าซมีเทนต่อวัน และสัดส่วนร้อยละของก๊าซมีเทนมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 609.30 ลิตร, 30.46 ลิตร, 16.68 ลิตร และ 52 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พุทธรักษามีปริมาณการผลิตชีวมวลต่อพื้นที่สูง แต่ในเนื้อเยื่อ มีความเป็นกรดสูง วงจรการสร้างก๊าซเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าชุดการทดลองอื่น หากมี การปรับสภาพด้วยวิธีที่เหมาะสมจะช่วยลดระยะเวลากักเก็บในระบบและเพิ่มศักยภาพการผลิตก๊าซชีวภาพได้