โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการการเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ของครัวเรือนผ่านการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศในระดับครัวเรือน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยนี้เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเสนอแนวทางของการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยให้ความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าสำหรับภาคครัวเรือน และสิ่งที่โครงการให้ความสำคัญในลำดับต่อมาคือการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ดังนั้น โครงการนี้จึงเริ่มจากการศึกษาหลักเกณฑ์และองค์ประกอบของการออกแบบในการจัดสร้างบ้านประหยัดพลังงาน ศึกษาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านการทำงานของระบบเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับระบบสำรองพลังงานไฟฟ้า จากนั้นมีการจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อทดลองใช้งานระบบดังกล่าวตามลักษณะการใช้งานจริง ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์และประเมินผลรวมทั้งมีการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการเงินของการดำเนินการตามโครงการนำร่อง นอกจากนี้ มีการศึกษาปัญหา อุปสรรค กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและแนวทางแก้ไข ผลจากการจัดทำโครงการ พบว่า บ้านประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีการใช้พลังงานน้อยที่สุด สำหรับการปรับสภาวะแวดล้อมให้ผู้อยู่อาศัยอยู่สบาย ซึ่งการออกแบบและจัดสร้างต้องคำนึงที่ตั้งและทิศทาง ระบบผนังและหลังคาต้องป้องกันความร้อนและความชื่นได้ดี เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต้องมีประสิทธิภาพสูงและใช้พลังงานน้อย บ้านควรมีการใช้พลังงานทดแทนร่วมกับระบบสำรองพลังงานไฟฟ้า โดยพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับประเทศไทยคือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับครัวเรือนคือ ชนิดผลึกรวม และเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางรายได้ของครัวเรือนจึงควรติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการใช้งานร้อยละ 70 และต้องใช้งานร่วมกับระบบสำรองพลังงานไฟฟ้า โดยระบบสำรองไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมกับการใช้งานในลักษณะดังกล่าว คือ แบตเตอรี่วานาเดียม ดังนั้น ในโครงการวิจัยนี้ จึงมีการจัดทำโครงการนำร่อง โดยการติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 6 กิโลวัตต์ เพื่อผลิตไฟฟ้า และติดตั้งระบบสำรองพลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่วานาเดียมขนาด 2 กิโลวัตต์ จากนั้นทำการทดลองใช้งานระบบตามลักษณะการใช้งานจริง รวมทั้งมีการวิเคราะห์และประเมินผลระบบที่ทำการติดตั้ง พบว่า ระบบสามารถใช้งานตามลักษณะการใช้งานจริงได้ นอกจากนี้ มีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของบ้านที่มีและไม่มีระบบผลิตและสำรองพลังงานไฟฟ้า ภายใต้สมมติฐานการผ่อนชำระ 25 ปี โดยบ้านที่ไม่มีระบบฯ ผ่อนชำระที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 และบ้านที่มีระบบฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่อนชำระที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ผลจากการประเมิน พบว่า ค่าใช้จ่ายสุทธิรายเดือนของทั้งสองกรณีมีค่าใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่า บ้านที่ติดตั้งระบบผลิตและสำรองพลังงานไฟฟ้า จะมีความคุ้มค่าก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ดังนั้น การกำหนดนโยบายจากทางภาครัฐ จึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการเข้าถึงการใช้พลังงานทดแทนของภาคประชาชน