บทความวิจัยพ.ศ. 2561
การทำนายอุณหภูมิบนขอบเขตปัญหาการนำความร้อน สองมิติด้วยวิธีปริมาตรสืบเนื่อง
ภาสกร เวสสะโกศล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2561 ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
คำสำคัญ
Numerical methodCubic splineการคำนวณเชิงตัวเลขFinite volume method (FVM)Inverse heat conduction problem (IHCP)two-dimensional heat conduction.การนำความปัญหาผกผันของการนำความร้อนร้อนสองมิติวิธีคิวบิคสไปลน์วิธีปริมาตรสืบเนื่อง
งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง
แบบจำลอง 2 มิติ สถานะชั่วครู่เพื่อทำนายแนวโน้มของอุณหภูมิที่ผนังท่อความร้อน
สัมพันธ์ ฤทธิเดช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2557 การทำนายประสิทธิภาพท่อความร้อนแบบร่องโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ 2 มิติ
สุพัตรา บุไธสง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2562 การทำนายอัตราการถ่ายเทความร้อนในเงื่อนไขสถานะชั่วครู่ของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนชนิดท่อความร้อนโดยใช้แบบจำลองสามมิติ
มนตรี ทองมูล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2559 แบบจำลองความร้อนสองมิติ ในรอยเชื่อมฟริกชั่นสเตอร์ โดยการคำนวณทางพลศาสตร์ของไหล
ประเสริฐ หาชานนท์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. 2551 การวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาโดยเทคนิคการโปรแกรมอุณหภูมิ
อาทิตย์ อัศวสุขี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พ.ศ. 2557 การวิเคราะห์ปัญหาการนำความร้อนที่มีความสมมาตรรอบแกนด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์
ภาสกร เวสสะโกศล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2560 หัววัดอุณหภูมิด้วยปรากฎการณ์อวาลานซ์ และทันเนลลิ่งในรอยต่อพีเอ็นและการประยุกต์ใช้งานกับเครื่องวัดคุณสมบัติทางอุณหภูมิ
เติมพงษ์ เพ็ชรกูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2552 การพัฒนาอัลกอลิทึมแปลงอุณหภูมิจากกล้องความร้อนด้วยการประมวลผลภาพ
การพัฒนาอุปกรณ์วัดค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนของอาหารที่สภาวะเหนือจุดเยือกแข็งโดย Line Heat Source Method
ชัยรัตน์ ตั้งดวงดี ม.ป.ป พ.ศ. 2555 ON THE PREDICTION OF PEAK TEMPERATURES IN TOOL OF DIFFERENT PROFILES IN FRICTION STIR WELDING USING IMPROVED HEAT GENERATION MODELS